วันนี้ไปดูหนังเรื่องทอร์มา เป็นหนัง action ที่มันส์อีกเรื่อง ซึ่งได้ข้อคิดเล็กน้อยว่า "คนเราจะเป็นผู้นำได้ ไม่ใช่ด้วยกำลัง หรือการทำลายล้างศัตรู แต่ด้วยความถ่อมตน และรักสันติ"หลังจากดูหนังเสร็จ ผมกลับบ้านมาเล่นเน็ตต่อ แล้วก็เห็นข่าวเกี่ยวกับ open source ที่โจมตีซอฟท์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์หรือซอฟท์แวร์เชิงการค้า ทำให้ผมคิดว่า เราอาจถูกปลูกฝังให้ก่อสงครามกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเรามากเกินไปรึเปล่า ดูตัวอย่างได้จากปัญหาการเมืองในบ้านเรา ที่ทำให้คนไทยแตกแยก และรับไม่ได้กับคนที่คิดต่าง แม้คุณ Richard Stallman บิดาแห่ง GNU จะประกาศอย่างชัดเจนในเว็บด้วยข้อความตอนนึงว่า "...the enemy is proprietary (nonfree) software..." ใน Why Open Source misses the point of Free Software แต่ผมคิดว่าเราก็ควรนำความคิดของเค้ามาปรับใช้ในแบบวัฒนธรรมตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นความเข้ากันได้โดยเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติครับ
ที่จริงมีหลายสิ่งที่ชาว open source ควรตั้งรับมากกว่ามองแค่ซอฟท์แวร์เชิงการค้า นั้นคือ มิตรเทียม หรือซอฟท์แวร์บางประเภทที่เกาะกระแส open source เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง หรือเพื่อนำ open source ไปโจมตีศัตรูของเค้าอีกที นอกจากนี้ยังมีซอฟท์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์แบบลูกครึ่ง คือมีลิขสิทธิ์เชิงการค้าอยู่ในตัวซอฟท์แวร์ ที่เรามักเข้าใจผิดว่าเป็น open source เต็มตัว จนมีเรื่องมีราวกับชาว open source เช่นในกรณี Orcle Java (Apache Harmony - google) และ OpenOffice (LibreOffice) นี่ยังไม่รวมซอฟท์แวร์บางตัวที่บอกว่าเป็น open source แต่ทำตัวแบบ freeware คือ source code แทบนำมาแก้ไขต่อไม่ได้เลย
ที่เขียนมาทั้งหมด ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับไมโครซอฟท์หรือต้องการจะโจมตี open source นะครับ แม้ผมจะเขียนบทความที่เกี่ยวกับ VB.NET แต่ผมก็ชอบ Python ผมชอบเรียนรู้เทคโนโลยีหลายๆ ด้าน และชอบที่จะบูรณาการมันเข้าด้วยกันมากกว่า ไม่เช่นนั้น ผมคงไม่ไปสอบ cert. ทั้ง Java และ .NET หรอกครับ
ผมจึงฝากข้อคิดให้ชาว open source ของเราว่า "ความสำเร็จของ Open Source ไม่ใช่อยู่ที่การฟาดฟันซอฟท์แวร์เชิงการค้า (proprietary software) แต่อยู่ที่ความเป็นมิตรและเข้ากันได้กับซอฟท์แวร์ทุกประเภท เหมือนใจที่รักในเสรีภาพ"
"ตัวคุณ Open Source แล้วใจคุณ Open Mind หรือยัง"
แหล่งข้อมูล :
Thor (film)
Why Open Source misses the point of Free Software
Overview of the GNU System


บทความนี้ ผมคัดลอกและปรับมาเพียงบางส่วนจากหนังสือ แผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ของประเทศไทย โดย SIPA ซึ่งผมต้องการช่วยเผยแพร่ให้คนในวงการ ได้รับทราบหรือตระหนัก และนำไปสู่การพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา

ข่าวดีสำหรับนักพัฒนาสาย Java นะครับ ผู้ที่ได้ Cert SCJP (1.4 หรือ 5.0) อยู่แล้ว ทาง SIPA ร่วมกับบริษัท
วันนี้ ผมถือเป็นฤกษ์งามยามดี เพราะ 4 ปีจะมีซักครั้ง เลยมาเขียนบทความที่ได้จากการตกผลึก เกี่ยวกับวงการไอทีบ้านเรา หลังจากที่ผมได้หยุดงานทุกอย่าง แล้วพักผ่อนอย่างเต็มที่ 2 เดือน
โดยในการค้นคว้าของผมนั้น ก็ไม่ได้อ้างทฤษฎีอะไรมาก แค่จะนำหนังสือด้านบริหารที่ผมชอบอ่านมาเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง ซึ่งหนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับการบริหารที่ผมชอบอ่าน คือ หนังสือแปลที่เป็นผลงานของปีเตอร์ ดรักเกอร์ ซึ่ง Peter F. Drucker เองนั้น เป็น "บิดาแห่งศาสตร์ทางด้านการบริหารจัดการ" ประสบการณ์กว่า 90 ปี ตั้งแต่ยุค ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud), ฮิตเลอร์ (Hitler) ไปจนถึงจอร์จ ดับเบิลยู บุช ยุคโลกแห่งระบบเศรษฐกิจใหม่ เคยถูกเชิญให้มาศึกษาปรับเปลี่ยนการบริหารองค์กรเอกชน และภาครัฐหลายแห่ง เช่น General Motor, Ford, IBM (ยุคที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้มีความคิดที่จะเชิญดรักเกอร์ มาพูดปาฐกถาในประเทศไทย แต่เนื่องจากค่าตัวสูงหลายล้าน จึงได้ล้มความคิดนี้ไป เพราะช่วงนั้นไทยเพิ่งผ่านวิกฤษเศรษฐกิจ ปี 40 มาไม่นาน) ส่วนผลงานหนังสือ ที่ทำให้เขาโด่งดัง คือหนังสือชื่อ Concept of the Coporation (1942) อันเป็นที่มาของการบริหารแบบกระจายอำนาจ และหนังสือที่ถือเป็นการปฏิวัติวงการการจัดการสมัยใหม่ คือหนังสือที่ชื่อ Practice of Management (1954) ดรักเกอร์ได้รับคำชมว่ามีความรอบรู้ทั้งเชิงลึกและกว้าง สามารถสังเกตการณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เร็วกว่าคนอื่น 20 ปี (แม้แต่ บิล เกตต์ เองก็ยังบอกว่า หนังสือด้านการจัดการที่มีอิทธิพลต่อตัวเกตต์ที่สุดคือหนังสือของดรักเกอร์) ดรักเกอร์ได้เปิดโรงเรียนบริหารธุรกิจปีเตอร์ ดรักเกอร์ ที่มหาวิทยาลัยแคลร์มอนท์ (Claremont Graduate School) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบันดรักเกอร์ได้เสียชีวิตไปแล้วในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2005 มีถ้อยคำที่เป็นอมตะฝากไว้ เช่น "ผมไม่เคยพบผู้บริหารที่ทำงาน 2 อย่างในเวลาเดียวกัน แล้วจะมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม" หรือ "ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงประการเดียว ที่นักบริหารจัดการ คือ การ เพิ่มผลิตผลแก่คนทำงานที่ใช้ความรู้ (knowledge worker)" แต่คำพูดที่ผมชอบที่สุด คือ "
เมื่อผมอ่านงานเขียนของดรักเกอร์ จึงประมวลความคิดได้อย่างชัดเจนว่า ทำไมบริษัทต่างๆจึงชอบ outsource โดยผมจะอ้างอิงจากหนังสือที่แปลจากสำนักพิมพ์ Hardvard Business School Press เป็นภาษาไทย โดยสำนักพิมพ์เอ็กซเปอร์เน็ท ดังรูป
ปัญหาทั้งหมดนี้ทำให้ outsourcing นิยมขึ้นทั่วโลก โดยบริษัทขนาดใหญ่ฝั่งตะวันตกก็ outsource งานมาฝั่งประเทศตะวันออก เช่น จีนและอินเดีย เพราะแรงงานมีราคาถูกกว่า, กฎหมายแรงงานเข้มงวดน้อยกว่า ด้านประเทศฝั่งตะวันออก และบริษัทขนาดเล็กฝั่งตะวันตกก็ไม่ได้ outsource งานไปไหน แต่จะนิยม outsource งานภายใน ให้บริษัทภายนอกมาทำอยู่ในองค์กรนั้นเลย





