วันจันทร์ที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ปัจจัยในการพัฒนาอุตสาหกรรม IT ของประเทศ ตอน 1 (Thai IT Industial devlelopment factor 1)

บทความนี้ ผมคัดลอกและปรับมาเพียงบางส่วนจากหนังสือ แผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ของประเทศไทย โดย SIPA ซึ่งผมต้องการช่วยเผยแพร่ให้คนในวงการ ได้รับทราบหรือตระหนัก และนำไปสู่การพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา

"การพัฒนาบุคคลากรที่มีฝีมือและมีคุณภาพจำนวนมาก"
"เราอาจจะกล่าวได้ว่าหัวใจของความสำเร็จ ในการพัฒนาอุตสาหกรรม IT ก็คือ คน นี่เอง สิ่งที่น่าแปลกใจสำหรับประเทศไทย คือ การพัฒนาบุคคลากร ซึ่งเราสร้างผู้จบการศึกษาเป็นจำนวนมากในแต่ละปี แต่กลับปรากฎว่า มีผู้สำเร็จการศึกษาตกงานเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ในภาคอุตสาหกรรมนั้ขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะประเภทที่เป็นฝีมือในระดับสูง ทั้งนี้ก็เป็นเพราะระบบการศึกษาของประเทศไทยด้อยคุณภาพ ผลิตออกมาแต่ด้านปริมาณ โดยไม่มีคุณภาพที่ดีพอในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

ปัญหาเรื่องคุณภาพของระบบการศึกษานี้ ได้สร้างภาระให้กับผู้ประกอบการ และสถาบันต่างๆ ในการฝึกอบรมผู้ที่สำเร็จจากระบบการศึกษาสมัยใหม่ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่สิ้นเปลื้องทั้งค่าใช้จ่าย และเสียเวลาแก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรม IT ซึ่งมีการพัฒนาที่รวดเร็วมาก ดังนั้นความรู้ต่างๆ จึงต้องมีการปรับปรุงให้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ประเทศอย่าง สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลี ต่างก็พยายามพัฒนาระบบการศึกษา ให้มีคุณภาพในระดับสูงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องการเรียนรู้ให้ปฏิบัติในเชิงอุตสาหกรรมได้ แม้แต่ประเทศจีน มาเลเซีย และเวียดนาม ก็ได้พยายามยกฐานะและระดับการศึกษาให้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว จนประสบความสำเร็จ เป็นที่ประทับใจจากนานประเทศ...................."

ความคิดเห็น - เราลองคิดง่ายๆ ว่า เวลาเราจะไปฝึกอบรมในเอกชน ยังต้องเสียเงินสำหรับค่าสอน แต่เด็กจบใหม่ที่ไม่สามารถทำงานได้ เรากลับต้องจ่ายเงินเดือนพร้อมฝึกอบรมให้อีก และคนที่แบกภาระนี้ ส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่บริษัทขนาดเล็ก เพราะบริษัทขนาดใหญ่ต่างแย่งตัวเด็กที่เก่งๆ ไปหมดแล้ว บริษัทแบบ SME ทุนก็น้อย ยังต้องมารับภาระแบบนี้อีก

อยากฝากให้เด็กรุ่นใหม่ได้ตระหนัก 2 อย่าง คือ
1. การศึกษา ถือเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น การฝึกปฏิบัติจึงเป็นสิ่งจำเป็นพอๆ กับการเรียนรู้ให้ห้องเรียน ซึ่งหลายๆ คนนั้น ได้งานจากความรู้เชิงปฏิบัติ มากกว่าเกรดสวยๆ เสียอีก
2. เราอาจจะคิดว่าการศึกษาของเราเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งทำให้หลายๆ คนคิดว่า การเรื่องหนังสือไม่เก่ง ไม่เข้าใจบทเรียนนั้น มีแค่ตัวเราเองที่ได้รับผลเสีย ซึ่งจริงๆ แล้วเกิดความเสียหายกระทบไปยังประเทศชาติอย่างคาดไม่ถึง (ดังที่บทความข้างบนได้กล่าวไว้) จึงอยากฝากให้เด็กรุ่นใหม่ ได้ตระหนักในบทบาทของตนเองที่มีต่อสังคมมากขึ้น

ส่วนภาคการศึกษานั้น ผมอยากให้ลองคิดกันดูครับว่า ทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่หลักสูตรกลับพัฒนาบทเรียนตามเทคโนโลยีไม่ทัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาอยู่ 2 อย่าง คือ
1. วิชาเดิมแต่อัดเนื้อหาเพิ่มเข้าไป สมัยก่อนวิชา programming เรียนแค่การใช้ syntax, if, loop แต่ทุกวันนี้เรียนตั้งแต่ syntax, การใช้ library, framework, IDE tools, การติดต่อ database ไปจนถึง web services ในวิชาเดียว จากประสบการณ์ ผมเคยถูกจำกัดให้สอนการติดต่อ database ในคาบเดียว ทำให้เด็กไม่มีความลึกซึ่งในเนื้อหาเลย ผมอยากให้แบ่งเนื้อหาออกไปเป็นอีกหลายๆ วิชา แต่ก็ทำไม่ได้
2. ชื่อวิชาดูทันสมัย เช่น software design, design pattern, object-oriented แต่ผู้สอนกลับขาดทักษะ ขาดประสบการณ์ในอุตสาหกรรมจริง ตลอดจน(อาจจะ)ไม่รู้จริงไปเลยก็มี ที่จริงเรื่องนี้เป็นปัญหาระดับชาติมานานแล้ว เพราะเราขาดครูที่มีคุณภาพจริงๆ เรียกได้ว่าสมองไหลไปวงการอื่นหมดเลยครับ (เงินน้อย งานหนักครับ สำหรับอาชีพครู)

วันอังคารที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

บ้านเราสร้างค่านิยมในสายอาชีพด้าน IT กันถูกหรือไม่ (Thai IT Career Path rigth or wrong?)

ยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ทำให้เราซึ่งทำงานเรื่อยๆ กลับกลายเป็นคนล้าหลัง โดยไม่คาดคิด
ไม่ใช่เพราะเราหัวโบราณ แต่เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าโลกนั้นก้าวหน้าไปรวดเร็ว

คนเรามีความคิดและชีวิตแตกต่างกัน สิ่งแวดล้อมต่างกัน งานอดิเรกต่างกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่คนในวงการคอมฯ ต้องตระหนักคือ บริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แตกต่างจากบริบทในวงการอื่น เช่น วงการนิติศาสตร์ วงการรัฐศาสตร์ ที่นานๆจะเปลี่ยนกฎหมาย เปลี่ยนระบอบการปกครอง ซักที

ถามว่าผิดไหม ถ้าไม่ปรับตัวตามกระแส ก็ต้องตอบได้เลยว่า ไม่ผิด
แต่ Value ของคุณจะต่ำโดยธรรมชาติของยุคสมัยไปเอง

ดังนั้นสิ่งที่เราทำกันอยู่ คือ การเปลี่ยน career path ไปส่วนงานที่ไม่ใช้ทักษะเชิงเทคนิค
สังเกตว่าบ้านเรา ไม่มีตำแหน่งวิศวะกรอาวุโส ไม่มีโปรแกรมเมอร์ประสบการณ์สูงมีอายุ ไม่มี SA อายุ 50
แต่หลายๆคนก็จำใจเปลี่ยน เพราะเรื่องเงินเดือน

เรานิยมเรียนต่อ MBA เพื่อเลี่ยงการปรับตัวตลอดเวลาต่อเทคโนโลยี และคาดหวังจะเป็นหัวหน้าคน หรือเงินเดือนสูงๆ นอกจากนั้นยังมีค่านิยมที่เห็นว่าการบริหารใช้สมองมากกว่าเชิงเทคนิค (ที่ใช้แรงงาน)
เราจึงขาดคนที่เข้าใจต่อปัญหาการผลิตซอฟต์แวร์อย่างมาก เพราะคนที่มีประสบการณ์เปลี่ยนไปสายบริหาร
พอไม่ได้ใช้นานๆ ก็ลืม น่าเสียดายความรู้และประสบการณ์เชิงเทคนิค

อยากฝากให้พวกเราช่วยตระหนัก และเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ส่งเสริม Career Path เชิงเทคนิค เพื่อให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยก้าวไกลกว่านี้ครับ


จากรูปด้านบนจะเห็นได้ว่า ตำแหน่งงานในวงกลมสีเขียวส่วนมาก (คิดว่ามากกว่า 95% - ความคิดเห็นส่วนตัว รอคนทำสถิติอยู่) จะย้ายตำแหน่งไปเป็นสายเชิงบริหารในอนาคต ทำให้ตำแหน่งงานในวงกลมสีแดงขาดแคลนอย่างมาก ซึ่งเป็นเพราะปัจจัย 2 อย่าง คือ เงินเดือนในตำแหน่งนั้นๆ เทียบกับตำแหน่งที่ทำได้ในสายอื่นๆ และความรู้ของคนที่จะมาทำ

ขอยกคำพูดขอ ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ซอฟต์แวร์ปาร์ค เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว มาเป็นอุทธาหรณ์ดังนี้ครับ "......บุคลากรไอทีทั่วโลกมี 30 ล้านคน มีคนที่เป็น SA อยู่ประมาณ 1% ส่วนไทยมีบุคลากรไอที 35,000-40,000 คน ใช้บัญญัติไตรยางค์ก็จะได้ออกมาประมาณ 300-400 คน ตัวเลขกลมๆ และจากผลสำรวจพบว่า 70% ของสาเหตุที่ระบบไอทีล่มเหลวคือขาด SA ที่เชี่ยวชาญ........."

เป็นคำถามฝากให้คิดกันต่อไปแล้วกันครับว่า ที่ ดร.รอม พูดคำว่า SA ที่เชี่ยวชาญ นั้น หมายถึง SA ที่มีบาทหน้าที่อย่างไร เพราะหลายองค์กร จะให้ SA ทำหน้าที่ทั้ง Business Analyze, Software Design หรือบางทีอาจเหมือน Documentator หรือ Coordinator ไปเลยก็มี

ข้อมูลเพิ่มเติม:
ชำแหละจุดอ่อนอุตฯซอฟต์แวร์ไทย มีแต่รายย่อย-ขาดศักยภาพรับงานใหญ่
ความสำคัญของมาตรฐานคุณภาพ ต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย
ชมรมสถาปนิกซอฟแวร์ หรือ IASA Thailand Chapter

วันจันทร์ที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

อบรมฟรี Java Certificate ขั้นสูง โดย SIPA เชียงใหม่

ข่าวดีสำหรับนักพัฒนาสาย Java นะครับ ผู้ที่ได้ Cert SCJP (1.4 หรือ 5.0) อยู่แล้ว ทาง SIPA ร่วมกับบริษัท HITCHA จัดอบรมฟรี SCWCD, SCDJWS, SCBCD และ SCEA เป็นครั้งแรกของประเทศเลยนะครับ แต่เป็นข่าวร้ายสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ภาคเหนือนะครับ เพราะการอบรมครั้งนี้ จัดที่จังหวัดเชียงใหม่ครับ แม้จะอบรมวันเสาร์-อาทิตย์ แต่หลาย course จะพ่วงวันจันทร์ไปด้วยวันนึง จึงน่าเสียดายสำหรับคนอยู่พื้นที่อื่นๆ (ทำไมการอบรมในกรุงเทพมีแต่เสียเงินก็ไม่รู้ อยู่กรุงเทพก็มีคนจนนะครับ) งานนี้แค่อบรมครับ ถ้าจะสอบจริงต้องวางเงินอีก 2000 บาท ถ้าผ่านถึงจะให้เงินคืนครับ



กำหนดการอบรม (แต่ละหลักสูตร รับ 15 คน อบรมเวลา 9.00 - 16.00)
SCDJWS (Sun Certified Developer For Java Web Services)
อบรมวันเสาร์ถึงจันทร์ที่ 16-18 ส.ค.51
SCBCD (Sun Certified Business Component Developer)
อบรมวันเสาร์ถึงจันทร์ที่ 23-25 ส.ค.51
SCWCD (Sun Certified Web Component Developer)
อบรมวันเสาร์ถึงจันทร์ที่ 30, 31 สค. - 1 ก.ย.51
SCEA (Sun Certified Enterprise Architect)
อบรมวันเสาร์ถึงอาทิตย์ที่ 6-7 และ 13-14 ก.ย.51

งานนี้ผมขอบริษัทไปได้ครับ ยกเว้นแค่หลักสูตร SCDJWS เท่านั้น แล้วเจอกันที่ SIAP เชียงใหม่ครับ

update:
เต็มทุก course แล้วนะครับ
course SCBCD ที่อบรมเป็น Java 1.5 (EJB 3.0 ) ครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม :
SIPA ร่วมกับ Hitcha Co.,Ltd. จัดคอร์สอบรม Sun Java Certification ขั้นสูง - SIPA เชียงใหม่
Java Certification Overview - Sun Microsystem
Sun Certified Professional - Wikipedia
SIPA เชียงใหม่
SIPA ขอนแก่น
SIPA ภูเก็ต

วันเสาร์ที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑

Value Types (3) : Enumerations

Enumerations หรือ Sealed value types คือ กลุ่มของค่าคงที่ที่เรากำหนดขึ้นเอง ซึ่งกลุ่มของค่าคงที่เหล่านี้มักจะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน และค่าคงที่เหล่านี้จะมีค่าเป็นตัวเลขกำกับไว้ด้วย หรือพูดง่ายๆ ว่ามันคือ (string) Array ในแบบ value type นั้นเองครับ (ปกติ Array ใน java หรือ .net จะเป็น object) ตัวเลขที่กำกับไว้ ก็เปรียบกับ index ใน array ครับ

ประโยชน์ของ Enumerations คือ
  • ทำให้โค้ดอ่านง่ายขึ้น (readability) ซึ่งทำให้ดูแลรักษาโค้ดง่ายด้วย (maintain)
  • ทำให้ลดการ hard coding ได้ (hard coding หรือ hard code คือ การฝังค่าข้อมูลลงใน source code เลยซึ่งถือเป็นการเขียนโปรแกรมที่ไม่เป็นระเบียบในระหว่างพัฒนา แต่อาจจะมีประโยชน์ในขั้นตอนทดสอบระบบ)
  • บางกรณีที่ใช้แทน array จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ (performance) ให้กับซอฟต์แวร์ที่เขียนได้
การประกาศ Enumeration สำหรับ VB.NET (Enumeration Declaration for VB.NET)
|<attributes>| |<modifiers>| Enum <identifier> |As <data>|
<enumerator-list> |= <number>| |:|
End Enum

การประกาศ Enumeration สำหรับ C# (Enumeration Declaration for C#)
|<attributes>| |<modifiers>| enum <identifier> |: <data>|
{
<enumerator-list> |= <number>| |,|
}

ความหมาย
ในเครื่องหมาย | หมายถึง มีหรือไม่มีก็ได้
attributes คือ แท็กซึ่งใช้สำหรับปรับแต่งความสามารถ
modifiers ได้แก่ Private, Friend, Public ส่วน Protected และ Protected Friend ไม่สามารถใช้ใน Module ได้
identifier คือ ชื่อที่จะตั้งให้ enum
data type ได้แก่ type ที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็มทั้งหลาย ได้แก่ Byte, Integer, Long, SByte, Short, UInteger, ULong, UShort ถ้าไม่ระบุจะถือเป็น Integer

ตัวอย่าง

'VB.NET
Enum MemberStatus
Active
Inactive
Expire
Close
End Enum

Public Enum Result As Integer
Excellent = 2
Good = 1
Average = 0
Fair = -1
Poor = -2
End Enum

<Serializable()> Protected Friend Enum ColorCode As Byte
Red = 100 : Green = 51 : Blue = 255
End Enum

//C#
enum MemberStatus
{
Active,
Inactive,
Expire,
Close
}

public enum Result : int
{
Excellent = 2
Good = 1
Average = 0
Fair = -1
Poor = -2
}

[Serializable]
protected internal enum ColorCode : byte
{
Red = 100, Green = 51, Blue = 255
}

แหล่งข้อมูล :
Enum Statement (Visual Basic)
Enumerations in VB.NET (ASP Alliance)
Enumeration (StartVBDotNet)
What are Enumerations in VB.NET and how are they used?
what the difference between Enum and an ARRAY?
Programmatically Enumerate the values of an ENUM structure in VB.NET
enum - C# Online.NET

วันศุกร์ที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑

Outsource : สวรรค์ของนายจ้างหรือลูกจ้าง (Outsource : Employer's heaven or Employee's haeven?)

วันนี้ ผมถือเป็นฤกษ์งามยามดี เพราะ 4 ปีจะมีซักครั้ง เลยมาเขียนบทความที่ได้จากการตกผลึก เกี่ยวกับวงการไอทีบ้านเรา หลังจากที่ผมได้หยุดงานทุกอย่าง แล้วพักผ่อนอย่างเต็มที่ 2 เดือน

เรื่องแรกที่อยากจะเขียนถึง คือเรื่อง outsource ซึ่งถ้าเราไปค้นคว้าเกี่ยวกับระบบธุรกิจ outsource หรือ outsourcing (มาจากคำว่า Business Process Outsourcing - BPO) บทความส่วนใหญ่จะกล่าวในลักษณะมุมมองทางด้านการบริหาร หรือมุมมองของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว ยังหาบทความที่พูดถึงผลกระทบต่อภาคแรงงาน หรือในมุมมองของพนักงาน ไม่ค่อยจะได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้ เพราะจะได้เตรียมตัว ปรับตัว หรือหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงการบริหาร ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันนี้

จากการ์ตูน - สำหรับคนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ความว่า Director 3 คน กำลังบอก CEO ว่า "ทางบอร์ดได้ตัดสินใจ outsource งานของคุณไปให้คนที่อินเดียทำแทน ซึ่งเงินเดือนถูกกว่าคุณ 10 เท่า!" ซึ่งหมายความว่าตกงานครับ การ์ตูนตอนนี้ใช้หัวข้อว่า "ถ้าโลกยังมีความยุติธรรม...." ปัจจุบันภาคแรงงานสหรัฐอเมริกา ก็กำลังประสบปัญหาคนตกงานมากขึ้น คำถามที่เกิดขึ้น คือ ลูกจ้างจะต้องปรับตัวอย่างไร?

ก่อนอื่น เพื่อให้ผู้อ่านที่ไม่ค่อยรู้เรื่องการบริหารธุรกิจได้มองภาพออก ผมจึงขออธิบายเรื่อง outsourcing ให้พอทราบความเป็นมาบ้าง แล้วจะพูดถึงผลกระทบต่อลูกจ้าง ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกงานใหม่ (ที่มี outsource เป็นตัวเลือกด้วย) เลยทีเดียว

โดยในการค้นคว้าของผมนั้น ก็ไม่ได้อ้างทฤษฎีอะไรมาก แค่จะนำหนังสือด้านบริหารที่ผมชอบอ่านมาเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง ซึ่งหนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับการบริหารที่ผมชอบอ่าน คือ หนังสือแปลที่เป็นผลงานของปีเตอร์ ดรักเกอร์ ซึ่ง Peter F. Drucker เองนั้น เป็น "บิดาแห่งศาสตร์ทางด้านการบริหารจัดการ" ประสบการณ์กว่า 90 ปี ตั้งแต่ยุค ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud), ฮิตเลอร์ (Hitler) ไปจนถึงจอร์จ ดับเบิลยู บุช ยุคโลกแห่งระบบเศรษฐกิจใหม่ เคยถูกเชิญให้มาศึกษาปรับเปลี่ยนการบริหารองค์กรเอกชน และภาครัฐหลายแห่ง เช่น General Motor, Ford, IBM (ยุคที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้มีความคิดที่จะเชิญดรักเกอร์ มาพูดปาฐกถาในประเทศไทย แต่เนื่องจากค่าตัวสูงหลายล้าน จึงได้ล้มความคิดนี้ไป เพราะช่วงนั้นไทยเพิ่งผ่านวิกฤษเศรษฐกิจ ปี 40 มาไม่นาน) ส่วนผลงานหนังสือ ที่ทำให้เขาโด่งดัง คือหนังสือชื่อ Concept of the Coporation (1942) อันเป็นที่มาของการบริหารแบบกระจายอำนาจ และหนังสือที่ถือเป็นการปฏิวัติวงการการจัดการสมัยใหม่ คือหนังสือที่ชื่อ Practice of Management (1954) ดรักเกอร์ได้รับคำชมว่ามีความรอบรู้ทั้งเชิงลึกและกว้าง สามารถสังเกตการณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เร็วกว่าคนอื่น 20 ปี (แม้แต่ บิล เกตต์ เองก็ยังบอกว่า หนังสือด้านการจัดการที่มีอิทธิพลต่อตัวเกตต์ที่สุดคือหนังสือของดรักเกอร์) ดรักเกอร์ได้เปิดโรงเรียนบริหารธุรกิจปีเตอร์ ดรักเกอร์ ที่มหาวิทยาลัยแคลร์มอนท์ (Claremont Graduate School) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบันดรักเกอร์ได้เสียชีวิตไปแล้วในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2005 มีถ้อยคำที่เป็นอมตะฝากไว้ เช่น "ผมไม่เคยพบผู้บริหารที่ทำงาน 2 อย่างในเวลาเดียวกัน แล้วจะมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม" หรือ "ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงประการเดียว ที่นักบริหารจัดการ คือ การ เพิ่มผลิตผลแก่คนทำงานที่ใช้ความรู้ (knowledge worker)" แต่คำพูดที่ผมชอบที่สุด คือ "พวกเขาไม่ใช่ลูกจ้าง แต่พวกเขาคือคนทำงาน" (Knowledge worker isn't labor)

เมื่อผมอ่านงานเขียนของดรักเกอร์ จึงประมวลความคิดได้อย่างชัดเจนว่า ทำไมบริษัทต่างๆจึงชอบ outsource โดยผมจะอ้างอิงจากหนังสือที่แปลจากสำนักพิมพ์ Hardvard Business School Press เป็นภาษาไทย โดยสำนักพิมพ์เอ็กซเปอร์เน็ท ดังรูป

เนื่องจากลูกจ้างในปัจจุบันนั้นมีความรู้มากขึ้น จนหลายๆ คนอาจจะมีความรู้ หรือวุฒิสูงกว่านายจ้าง ลูกจ้างจึงแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ลูกจ้างที่ความรู้น้อย (Labor) และคนทำงานที่มีความรู้สูง (Knowledge Worker หรือ White-Collar Workforce) - (ในที่นี้ผมประมาณเอาคร่าวๆ ว่าเป็นผู้ที่จบ ป.ตรี ขึ้นไป) ผู้บริหารบริษัทต่างๆ นั้น กลับไม่ปรับตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ โดยเฉพาะประเทศฝั่งตะวันออก ที่เจ้าของ ผู้บริหาร หัวหน้า จะรู้สึกมีอำนาจใหญ่โตกว่าลูกน้องมากมาย เมื่อต้องมาทำงานร่วมกับพนักงานที่มีความรู้ บทบาทและอำนาจจึงลดน้อยลงไป เพราะพนักงานที่มีความรู้จะมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น การบริหารแบบเดิมที่มักใช้การออกคำสั่ง จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นการวานให้ช่วยแทน แต่นี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้บริหารไม่ชอบ เพราะต้องเสียเวลากับการบริหารคนมากขึ้น ส่วนในประเทศฝั่งตะวันตกก็มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานจำนวนมาก ทำให้นายจ้างยุ่งกับการบริหารงานบุคคล จนไม่มีเวลาไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือส่วนอื่นๆ รวมทั้งอัตราค่าจ้างแรงงานก็สูงขึ้น และปัญหาที่มีร่วมกันทั่วโลก คือ การจัดหาแรงงาน (recuitment), การสัมภาษณ์งาน รวมทั้งงานเอกสารที่เกิดขึ้นของฝ่ายบุคคล เช่น งานภาษี, ประกันสังคม, ประกันสุขภาพ, งานอบรม, งานรับสมัคร เป็นต้น ที่เป็นต้นทุนอย่างมากในแต่ละกิจการ และปัญหาสุดท้าย คือ ปัญหาการจัดการปริมาณแรงงานกับปริมาณงานไม่สมดุลกัน บางช่วงงานมากแต่พนักงานน้อย บางช่วงงานน้อยแต่พนักงานมีมาก ครั้นจะรับพนักงานชั่วคราวก็ยุ่งยากและหายาก เพราะลูกจ้างที่มีความรู้มักจะต้องการเป็นพนักงานประจำมากกว่าพนักงานชั่วคราว

ปัญหาทั้งหมดนี้ทำให้ outsourcing นิยมขึ้นทั่วโลก โดยบริษัทขนาดใหญ่ฝั่งตะวันตกก็ outsource งานมาฝั่งประเทศตะวันออก เช่น จีนและอินเดีย เพราะแรงงานมีราคาถูกกว่า, กฎหมายแรงงานเข้มงวดน้อยกว่า ด้านประเทศฝั่งตะวันออก และบริษัทขนาดเล็กฝั่งตะวันตกก็ไม่ได้ outsource งานไปไหน แต่จะนิยม outsource งานภายใน ให้บริษัทภายนอกมาทำอยู่ในองค์กรนั้นเลย

บทความยังไม่จบ เดี๋ยวมาเขียนต่อครับ...

แหล่งข้อมูล :
FOREIGN OUTSOURCING HITS THE U.S. WHITE-COLLAR WORKFORCE
ปีเตอร์ ดรักเกอร์, ทอม ปีเตอร์ และ ไมเคิล พอร์เตอร์ ต้นแบบของมหากูรูนักบริหารจัดการมืออาชีพ โดย ผศ.กิตติภูมิ มีประดิษฐ์
ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ (2452-2548) กูรูในกูรู ตอน 1 โดย ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย
ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ (2452-2548) กูรูในกูรู ตอน 2 โดย ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย
แนวโน้ม HR Outsourcing กับอนาคตของนักบริหารทรัพยากรบุคคล โดย ปิยวัฒน์ แก้วกัณฑรัตน์
ทำไม HR ต้อง Outsource?

วันเสาร์ที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

10 อย่าง ที่ไมโครซอฟท์จะทำในปี 2551 (Microsoft Predictions for 2008)

ช่วงนี้ใกล้ปีใหม่เข้าไปทุกทีแล้วนะครับ เลยแปลบทความสิ่งที่คาดว่าไมโครซอฟท์จะทำในปี 2008 มาเป็นของขวัญให้ผู้อ่านบล็อกแล้วกันนะครับ

1. Windows Media Center รุ่นใหม่ ซึ่งมี code name ว่า Fiji คาดว่าจะออกตัวเต็มมาราวๆ ไตรมาสที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะมาพร้อมกับ Windows Vista (service pack 1) สิ่งที่ได้ปรับปรุงเพิ่มขึ้น เช่น
  • UI หรือหน้าตาโปรแกรมให้เข้ากับ Vista
  • ใช้ .NET Framework 3.5
  • ใช้ WinFX แทน NTFS โดยตรง (ประมาณ Virtual Folder)
  • HD-DVD playback build-in ซึ่งไม่ต้องลง decoder อื่น
  • integrate กับ Windows Live
  • เพิ่มความปลอดภัยด้วยการ implement NGSCB ลงไป
  • เพิ่มประสิทธิภาพ HDTV
2. ไมโครซอฟท์จะสามารถตกลงเรื่อง license กับ Apple ในการใช้โปรโตคอล Active Sync ได้ ไม่เกินปี 2008 นี้ ข้อตกลงนี้จะทำให้ iPhone สามารถ sync ข้อมูลต่างๆ เช่น email, calendar, contact list จาก Microsoft Exchange Server ได้
3. ไมโครซอฟท์อาจจะได้ตัว Don Mattrick ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาเกมส์ของ Electronic Arts (EA) มาร่วมงานในส่วนธุรกิจบันเทิง (Interactive Entertainment Business) ซึ่งจะทำให้ Shane Kim รองประธาน ฝ่าย Games Studio โดนย้ายไปทำงานส่วนอื่น และจะเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธุรกิจเกมส์ของไมโครซอฟต์

4. ไมโครซอฟท์จะพัฒนาเครื่องมือสำหรับ Facebook ออกมามากมาย เพื่อออกมาชนกับ Google (ซึ่งหนึ่งในนั้นคงจะมีเหมือน OpenSocial เช่น Microsoft Windows Live Contacts API ที่ไมโครซอฟท์กำลังพัฒนาอยู่)

5. Windows Mobile Phone จะนำความแปลกใหม่และความสามารถจาก Zune มารวมไว้ (เช่น การเคลื่อนนิ้วมือเพื่อเลือกหรือเปลี่ยนอะไรบางอย่างในหน้าจอ) และจะกลายมาเป็น Microsoft ZunePhone ใน ปี 2009 แต่ปี 2008 อาจจะออก Windows Mobile Music Feature (คล้าย concept nokia ไหม) มาก่อน

6. Microsoft Office เวอร์ชั่น 14 จะมี beta มาให้ลองในปี 2008 ซึ่งตัวเต็มจะกำหนดออกในปี 2009 (ไม่มี Office เวอร์ชั่น 13 นะครับ ส่วน MS Office 2007 คือ Office เวอร์ชั่น 12)
7. หลังจากที่ไมโครซอฟท์ได้ออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Enterprise Server มาในปี 2007 เช่น Microsoft Office Communications Server, SharePoint และ Exchange Server ซึ่งในปี 2008 นี้ ไมโครซอฟท์ก็จะออกมาเพิ่มอีก นั้นคือ Microsoft ForeFront สำหรับการเพิ่มความปลอดภัยและเพิ่มความสะดวกในการจัดการความปลอดภัย (Security) และผลิตภัณฑ์ประเภท Business-Intelligence (BI)

8. การต่อสู่ของมาตรฐาน format ของ document ยังมีต่อ เพราะเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2008 นี้ ไมโครซอฟท์จะส่ง OOXML เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมาตรฐาน ISO อีกครั้ง หลังจากปรับปรุงแก้ไขหลายๆ ส่วนมาแล้ว ซึ่งมีความเชื่อว่า OOXML จะได้รับการตอบรับจากคณะกรรมการ แม้จะมีการคัดค้านอย่างหนักก็ตาม และสงครามยกถัดไปจะขึ้นอยู่กับตัวแทนแต่ละประเทศ ว่าจะกำหนดเงื่อนไขที่จะยอมรับอย่างไร
9. Windows 7 จะออกในปี 2008 ค่อนข้างแน่นอน

10. Bruce Chizen, CEO ของ Adobe ที่จะหมดสัญญาการทำงานกับ Adobe เมื่อสิ้นปี 2007 อาจจะได้ร่วมงานกับไมโครซอฟท์ ในส่วนผลิตภัณฑ์ตระกูล Expression ซึ่งขณะนี้ Microsoft กับ Adobe ถือเป็นคู่แข่งด้าน design tool กัน

แหล่งข้อมูล :
What’s on Microsoft’s agenda for 2008?
Microsoft in 2008: 10 Predictions
Looking at Fiji and Vienna
Microsoft ForeFront

วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

คนที่ค้นหาเกี่ยวกับ VB ส่วนใหญ่ใช้ keyword อะไรกัน? (What popular VB keywords in Google)

ปกติเวลาผมอยากจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Visual Basic ผมมักจะใช้ keyword คำว่า VB.NET นำหน้าเสมอ (หลายทีก็ใช้ C# นำ) แต่พอผมลองใช้ Google Trends ในการเปรียบเทียบ keywords ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ visual basic พบว่า VB.NET ที่ผมใช้บ่อยๆ กลับมีคนใช้กันน้อยที่สุด แต่ก็มียอดคงที่ๆ สุด คือ กราฟแทบจะขนานกับแกน x เลย

หลังจาก Microsoft ออก VB.NET มา นักพัฒนาก็เลยมีปัญหาการใช้ keywords ใน search engine มากขึ้น เพราะมีตัว keyword เพิ่มขึ้น บางทีก็ใช้ vb, vb.net, visual basic ถ้าเปรียบเทียบกับ java ก็ใช้ keyword java อย่างเดียวมาตลอด (แต่ไม่ทราบว่าทุกคนคิดเหมือนผมรึเปล่านะครับ ที่เวลา search ถ้าใช้ VB หรือ Visual Basic มันจะได้ผลลัพธ์ที่มี VB6 หรือก่อนหน้ามาด้วย ดังนั้นผมจึงคิดว่าใช้ VB.NET หรือ Visual Basic.NET หมายถึงเอาผลลัพธ์เฉพาะ VB บน .NET Framework)

วิเคราะห์จากสถิติ
สถิติบอกว่าคนใช้คำว่า VB และ Visual Basic ในการค้นหาน้อยลงเรื่อยๆ แต่ keyword อื่นไม่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงว่า คนใช้ VB น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเป็นจริง เพราะเนื่องมาจากฐานคนใช้ VB6 ลดลงนั้นเอง ไอ้ที่ลดลงก็ไม่ใช่ว่าหันไปใช้ VB.NET นะ เพราะสถิติการใช้งานไม่เพิ่มขึ้น เลยสงสัยว่าคนคงหันไปใช้ C# แน่เลย ก็ลองใช้ Google Trends ในการเปรียบเทียบกับ C# อีก พบว่า C# ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น งั้นเอา Java มาเทียบดูอีก (เพราะคาดว่าคนอาจจะหนีไปเล่น Java เลย) แต่ผลกลับเป็นว่าแนวโน้วภาษาหลักๆ ส่วนใหญ่มีการใช้งานที่ลดลงหรือไม่ก็คงที่

นั่งงงซักพัก เลยลองหันมาดูสถานการณ์รอบตัว เพื่อมาเปรียบเทียบกับสถิติ แล้วพยายามสรุปตามกระบวนทรรศของผมเอง โดยผมได้ทำการเชื่อมโยงกับภาคการศึกษาไว้ด้วย ดังนี้ "แนวโน้มการศึกษาและใช้งานภาษา programming ลดลงโดยรวมทั้งโลก รวมทั้งประเทศไทย แม้ว่าความนิยมในสายงาน computer จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ความนิยมเรียนในสาขา computer science ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น กลับนิยมเรียนสาขา IT ที่มีการเรียนหรือใช้งานด้าน programming น้อย แสดงให้เห็นกลายๆ ว่า คนชอบ programming น้อยลง ทั้งเด็กนักศึกษาและคนทำงาน เห็นได้จากการเบนไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เช่น Tester, SA, DBA, Data Warehouse (ยังพบว่าตำแหน่งที่ว่ามา มีเด็กจบใหม่ทำงานมากขึ้น แทนที่จะมีประสบการณ์ programming มาบ้าง) ดังนั้น การที่ Google Trends บอกว่า VB หรือ Visual Basic ลดลง โดย keyword อื่นไม่ได้เพิ่มขึ้นนั้น จึงน่าจะมาจากเหตุข้างต้นนี้" (ผมเปรียบเทียบเฉพาะกับภาษาหลักๆ ที่ได้รับความนิยมนะครับ)

ส่วนในประเทศที่ใช้งาน Visual Basic อันดับต้นๆ นั้น 8 ใน 10 เป็นแถบเอเชีย (รวม Australia ด้วย)
ประเทศอินเดียจะใช้ Visual Basic มากที่สุดในโลก อันนี้ผมไม่ทราบที่มาเหมือนกันครับว่า วัฒนธรรมเค้าเป็นอย่างไร

สิ่งที่น่าสังเกต คือ
  1. News reference volume หมายถึง keywaords นี้ ปรากฎอยู่ในข่าวของ Google (Google News stories) มากน้อยเพียงใด ก็พบว่ามีข่าวเกี่ยวกับ VB เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ 2006 ที่ผ่านมา
  2. เมื่อเราใช้ Google Trends มาเปรียบเทียบภาษา Visual Basic กับภาษาอื่นๆ ยังไงก็แพ้กันเยอะ เพราะ keywords ของ Visual Basic เองมีหลายตัว ซึ่งถ้าเลือกไปเปรียบเทียบเพียงตัวเดียว เส้นกราฟ Visual Basic ที่ได้จะต่ำมาก ผมไม่รู้ว่ามันสามารถรวมกลุ่มของ keywords ได้ไหมนะครับ ท่านใดชำนาญช่วยค้นหาให้ที บางทีข้อมูลที่ได้อาจจะตรงกับความเป็นจริงมากขึ้นอีก
  3. ถ้าเปรียบเทียบ ASP กับ ASP.NET ก็พบว่ามีลักษณะเหมือนกันกับ VB จึงยืนยันได้ว่า เทคโนโลยีเก่าของ Microsoft มีการใช้งานน้อยลง โดยผู้ใช้เทคโนโลยีใหม่ (.NET) ไม่ได้เพิ่มขึ้น
แหล่งข้อมูล :
Google Trends
Google Trends - vb, vb.net, visual basic, C#

วันพุธที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

มาดูเครื่องมือสำหรับสร้างเกมส์ 3D ที่ทำด้วย .NET และ XNA กัน (First shader-based 3D engine & design tool built on .NET and XNA)

หลังจากที่เครียดๆ กันมาซักพัก เรามาบันเทิงกับเทคโนโลยีเครื่องมือผลิตเกมส์บ้างนะครับ

เครื่องมือตัวนี้มีชื่อว่า Visual3D.NET เป็นทั้ง engine และ tool สำหรับทำเกมส์บน PC และ Xbox 360โดยเฉพาะ คิดว่าน่าจะเป็น tool ตัวแรกๆ เลยมั่ง ที่ใช้ .NET Framework และ XNA Framework ในการพัฒนาเครื่องมือนี้ รองรับหลายภาษา ทั้ง C#, VB.NET, C++, JavaScript, IronPython ฯลฯ และ Integrate กับ Visual Studio 2005 และ CAD ได้ด้วย

ผมว่าต้องลองดูด้วยตาเลยดีกว่าครับ ถึงจะรู้ว่ามันเป็นยังไง และ work ขนาดไหน ถ้าใครสนใจจริงๆ จังๆ ก็ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมเองนะครับ

Virtual World Creation with Visual3D.NET



แหล่งข้อมูล
:
visual3d.net
Microsoft XNA (Wikipedia)
ThaiXNA

วันจันทร์ที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ปัญหาจากการ Attach ไฟล์ใน SQL Server เมื่อมีการเคลื่อนย้ายไฟล์ (Attach files problem in SQL Server 2005)

SQL Server นั้น สามารถเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลได้หลายวิธี ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การใช้ขบวนการ attach/detach จากไฟล์ .mdf และ .ldf ที่นิยมกันมาก เพราะง่ายและสะดวก (แต่จะไม่สะดวกถ้าฐานข้อมูลมีข้อมูลจำนวนมาก เพราะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่) แต่ปัญหาที่พบกันมากคือ เมื่อนำไฟล์ฐานข้อมูลไป attach ไว้อีกเครื่อง diagrams จะไม่สามารถใช้ได้ โดยจะมีคำเตือนขึ้นว่า "Database diagram support objects cannot be installed because this database does not have a valid owner. To continue, first use the File page of the Database Properties dialog box or the ALTER AUTHORIZATION statement to set database owner to a valid login, then add the database diagram support objects." อีกปัญหาคือย้าย path ของไฟล์ฐานข้อมูล (โดย copy หรือ cut ก็ตาม) ก็จะพบปัญหาการ login ไม่สำเร็จอีกเช่นกัน

ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยการสร้างสิทธิ์ให้ user ที่ต้องการ ให้สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลนั้นได้ โดยใช้คำสั่ง

ALTER AUTHORIZATION ON DATABASE::database_name TO valid_login

database_name หมายถึง ฐานข้อมูลที่มีปัญหา ส่วน valid_login หมายถึง user ที่ต้องการกำหนดสิทธิ์

ถ้ายังไม่มี user สำหรับการเข้าถึงฐานข้อมูลนั้น ให้สร้าง user ในโฟลเดอร์ Security (ไม่ใช่ Security ในฐานข้อมูลนั้นนะครับ) คลิ๊กขวาที่โฟลเดอร์ Logins เพื่อเลือก New Login แล้วค่อยใช้คำสั่งด้านบนให้สิทธิ์แก่ user ใหม่ที่สร้างขึ้น

และสุดท้าย อย่าลืม stop services ก่อน เคลื่อนย้ายหรือก็อปปี้นะครับ ไม่งั้นจะโดนเตือนแบบนี้ครับ


แหล่งข้อมูล :
Understanding Database Diagram Ownership

วันจันทร์ที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐

เทคนิคการทำ multiple query ใน connection เดียว โดยใช้ MARS ใน ADO.NET 2.0 (Multiple active result sets - MARS)

ส่วนใหญ่แอพพลิเคชั่นที่ต้องติดต่อฐานข้อมูล เรามักจะสร้าง DataAccess Layer มาเป็นตัวจัดการกับฐานข้อมูล แทนที่จะติดต่อโดยตรง ซึ่งตัว DatAccess นี้ ก็ต้องใช้ ADO.NET ที่มี Connection object เป็นตัวระบุฐานข้อมูล ซึ่งการ query หรือ insert, update, delete แต่ละครั้ง (รวมทั้งการ call Store Procedure ด้วย) ก็ต้องเปิด/ปิด connection ทุกครั้ง ถ้ามีการติดต่อกับฐานข้อมูลถี่มากๆ จะทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง เพราะต้องใช้ bandwidth ของระบบเครือข่ายมากขึ้น ผมเคยแอบ query หลายๆ ครั้งใน connection เดียว ผลที่ได้คือ ระบบเตือนว่า "There is already an open DataReader associated with this Connection which must be closed first."

ทางแก้คือ ใช้เทคนิคการสร้าง connection ด้วย MARS (Multiple Active Result Sets) เทคนิคนี้ใช้ได้เฉพาะ SQL Server 2005 กับ ADO.NET 2.0 เท่านั้น (เวอร์ชั่นต่ำกว่านี้ทำไม่ได้) วิธีการก็แสนง่าย แค่ระบุ MultipleActiveResultSets=True เพิ่มเข้าไปใน Connection String เท่านั้นเอง เช่น

"Server=myServerAddress;Initial Catalog=TestDatabase;User Id=admin;Password=1234;User Instance=False;MultipleActiveResultSets=True"

แหล่งข้อมูล :
Connection String (SQL Server 2005)
ADO.NET 2.0 Multiple Active Resut Sets per connection in Sql Server 2005
Multiple Active Result Sets (MARS) in SQL Server 2005
Developing Client Applications with ADO .NET 2.0
Execute Multiple Queries on a Single Connection
Teach Old Data New Tricks with the Fully Loaded Advances in ADO.NET 2.0

วันศุกร์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐

ลองของใหม่กับ Visual Studio 2008 Express Edition

Visual Studio 2008 Express Edition
เช่นเดิมครับ กับรุ่นใช้งานฟรีเวอร์ชั่น express ซึ่งพ่วง SQL Server 2005 Express มาด้วย (SQL Server 2008 จะออกในประมาณปีหน้า) ตัวที่ผมนำลงที่เครื่องตัวเองนั้น ผมเลือกดาวน์โหลดแบบ offline install ซึ่งรวมทุกตัวเลย ขนาดประมาณ 800 MB กว่าๆ ถ้าใครอยากจะ install แยก ก็ต้องเลือกแบบ web install ซึ่งถ้าเน็ตไม่แรงผมไม่แนะนำ

ใช้เวลาลงประมาณครึ่ง ชม. (แล้วแต่เครื่องใครเร็วใครช้า) ใครไม่อยากลง SQL Server 2005 Express ก็ไม่ต้องเลือก .NET Framework ที่มากับ 2008 คือเวอร์ชั่น 3.5

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในการพัฒนา Windows Application คือ WPF(Windows Presentation Foundation) ซึ่งผมลองเล่นซักพักแล้วมึนครับ เพราะแนวคิดการสร้าง UI ต่างไปจากเดิมมาก สงสัยต้องเหนื่อยศึกษาเพิ่มเติม ที่สังเกตคือ UI ทั้งหมดคือ XAML สามารถกำหนดรูปแบบ รูปร่างหน้าตา อีเวนต์ ได้จากใน XAML เลย ส่วน control ต่างๆ ก็มีแปลกๆ เพิ่มขึ้นเยอะ เช่น Elipse (วงรี), Frame, Canvas, Expander เป็นต้น

แต่ Intelisense ฉลาดขึ้นเยอะเลย ผมรู้สึกว่าการเขียน VB.NET ใน VS2008 ตัวนี้ให้อารมณ์เหมือน C# เลยครับ เดี๋ยวต่อไปอาจขอลอง LINQ และ WPF ให้ชำนาญก่อน แล้วค่อยมาบอกกล่าวกัน (ที่จริง .NET 2.0 ยังศึกษาไม่ครบเลย)

อ๋อ...ลืมพูดถึง Visual Web Developer 2008 ไป ซึ่งตัวนี้ผมเห็นแค่มีโปรเจ็คชนิด WCF เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น ไม่มีโปรเจ็คเทมเพลตแบบ AJAX ตอนแรกนึกว่าจะไม่มี AJAX มาด้วย ที่แท้ก็ build-in มาแล้ว เป็น Microsoft AJAX Library เวอร์ชั่น 3.5 ครับ (Microsoft AJAX Library 1.0 ใช้กับ .net framework รุ่นก่อนหน้าเท่านั้น)

สุดท้าย ที่เครื่องผมลง VS2005 อยู่นะครับ ไม่ก้าวก่ายกันครับ สบายใจได้ ก็เหมือนตอน VS2005 ออกใหม่ๆ นึกว่าจะไปกวน VS2003 ที่แท้ก็สงบเสงี่ยมอยู่ของใครของมันครับ (ที่จริงที่เครื่องผมลง Expression Blend + .NET 3.0 ไว้ด้วยซ้ำ) และที่สำคัญไม่ช้านะครับ พอๆ กับ VS2005 เลยครับ

แหล่งข้อมูล :
Visual Studio 2008 Express Developer Center

วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐

รูปแบบโครงสร้างของ Regular Expression (Regular Expression Syntax)

เรื่องราวของ Regular Expression นั้น มีมานานก่อนการเกิดขึ้นของ .NET เพราะมีพื้นฐานมาจากวิชา Theory of Computation ซึ่งมีการนำไปใช้ในการทำ string matching กันอย่างมาก โดยมีภาษา Perl ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพในเรื่องนี้ และก็กลายเป็นรูปแบบที่ .NET ยืมมาใช้ด้วย (Perl5 compatible) การทำ string matching นั้น มีประโยชน์มากในการกลั้นกรอง หรือตรวจสอบข้อความที่ต้องการ

ที่ผมใช้บ่อยๆเห็นจะเป็นการตรวจสอบ user input สำหรับ .NET แล้ว กรณีที่เป็น Web Application สามารถใช้คอนโทรลกลุ่ม validation เช่น RequiredFieldValidator, RangeValidator เป็นต้น ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคอนโทรลที่ชื่อ RegularExpressionValidator อันมีความสามารถ ในการสกัดเอาเฉพาะข้อความที่ต้องการได้ รูปแบบสไตล์ AJAX ด้วย (เพราะเบื้องหลังใช้ความสามารถของ JavaScript) โดยต้องเขียน Regular Expression ไว้ที่ properties ชื่อ ValidationExpression ส่วนกรณีเป็น Windows Application นั้น จะใช้คลาส System.Text.RegularExpressions.Regex มาตรวจสอบเอง (ที่จริงกรณีเป็น Web Application ก็สามารถใช้คลาสนี้ตรวจสอบเองที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ก็ได้)

การเขียน Regular Expression และตัวอย่างการใช้งาน
\ คือ สัญลักษณ์บ่งบอกอักขระพิเศษที่ต่อท้ายมัน เช่น \\ หมายถึง \, \( หมายถึง (, \n หมายถึง newline, \r หมายถึง return

^ คือ สัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็น จุดเริ่มต้นของข้อความ (กรณีที่ใช้อ๊อบเจ็ค Regex แล้วกำหนดพร็อบเพอร์ตี้ Option เป็น MultiLine จะถือว่า \n หรือ \r คือจุดเริ่มต้นเสมอ)

$ คือ สัญลักษณ์ของ จุดสิ้นสุดของข้อความ ซึ่งคล้ายกับ ^

(ส่วนใหญ่สัญลักษณ์ ^ หรือ $ จะใช้กับข้อความที่มีหลายบรรทัด)

* คือ สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า อักขระหน้ามันจะมีซ้ำกี่ครั้งก็ได้ หรือไม่มีเลยก็ได้ (หรือพูดง่ายๆ ว่าตั้งแต่ 0 ตัวขึ้นไป) ตัวอย่างเช่น ab* หมายถึง a, ab, abb, abbb, abbb... อีกตัวอย่าง (ab)*c หมายถึง c, abc, ababc, abab....c เป็นต้น

+ คือ สัญลักษณ์ที่คล้ายๆ * แต่ต่างกันที่ + จะต้องมีอย่างน้อย 1 ตัว (หรือตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป) ถ้าใช้ตัวอย่างคล้ายๆ ด้านบนเช่น ab+ หมายถึง ab, abb, abbb... อีกตัวอย่าง (ab)+c หมายถึง abc, ababc, abab.....c

? คือ สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า อักขระหน้ามันจะมีหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้ามีจะมีแค่ชุดเดียว ตัวอย่างเช่น ab? หมายถึง a หรือ ab เท่านั้น อีกตัวอย่าง a(bc)? หมายถึง a หรือ abc เท่านั้น

(ข้อสังเกต สัญลักษณ์จะครอบคลุมแค่อักขระหน้ามันตัวเดียวเท่านั้น เช่น ab+ แค่อักษร b ตัวเดียวเท่านั้นที่มีอย่างน้อย 1 ตัว ถ้าต้องการให้ครอบคลุมตัวอักษรที่ต้องการให้ใส่วงเล็บคลุมไว้)

ตัวอย่างการนำไปใช้จริง
email
รูปแบบ "\w+([-+.]\w+)*@\w+([-.]\w+)*\.\w+([-.]\w+)*"
ตัวอย่างที่ valid ผ่าน เช่น ex-th3.d@thailand5-go.co.th
ตัวอย่างที่ valid ไม่ผ่าน เช่น ex-@gmail.

แหล่งข้อมูล :
Introduction to Regular Expressions
Regular Expression Syntax
Use Regular Expressions to Constrain Input in ASP.NET

วันจันทร์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐

อัพโหลดไฟล์แบบ AJAX บน ASP.NET (ASP.NET AJAX FileUpload)

ในการทำระบบอัพโหลดไฟล์บน ASP.NET AJAX Extension โดยใช้ FileUpload Control นั้น ผมพบว่าไม่สามารถอัพโหลดได้ เมื่อลอง Debug ดู พบว่า property ชื่อ PostedFile ของอ็อบเจ็ค FileUpload มีค่าเป็น 'null' หรือ 'Nothing' ผมจึงได้พยายามหาคำตอบจึงพบว่า ในเว็บ http://www.asp.net/ajax/documentation/live/overview/UpdatePanelOverview.aspx (หัวข้อ Controls that Are Not Compatible with UpdatePanel Controls) ได้บอกเป็นทางการไว้แล้วว่า server control ใดบ้างที่ UpdatePanel Control ไม่ซัพพอร์ต ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ FileUpload ที่มีการใช้งานแบบ asynchronous postback (เป็นการทำงานโดย default ของ UpdatePanel Control)

ด้วยปัญหาที่ได้เขียนมา ผมก็ต้องแก้ไขปัญหาโดยการค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งพบว่า มีคนแก้ปัญหานี่ไว้หลายวิธี เรียงตามความยุ่งยากในการ implement นะครับ ได้แก่

1. กำหนดให้ UpdatePanel Control ที่มี FileUpload Control ทำงานแบบ synchronous postback นั้นคือต้องไปกำหนด attribute ของ UpdatePanel เป็น UpdateMode="Conditional" แล้วเพิ่มแท็ก <Triggers> เข้าไปแท็กลูกของแท็ก UpdatePanel Control เช่น

<asp:UpdatePanel ID="UpdatePanel1" runat="server" UpdateMode="Conditional">
<Triggers>
<asp:PostBackTrigger ControlID="btnUpload" />
</Triggers>
<ContentTemplate>
<asp:FileUpload ID="FileUpload1" runat="server" Width="380px" />
....

* ข้อเสียของวิธีที่ 1 คือ ถ้าเราใช้ AJAX Control ที่ทำงานแบบ asynchronous postback เช่น UpdateProgress (ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของ web app. แบบ AJAX) จะไม่สามารถทำงานได้

2. เขียน JavaScript เพิ่ม เพื่อเสริมการทำงาน ซึ่งเท่าที่ผมค้นมาได้ก็เห็นอยู่ 3 คน คือ
1).ของ Dzianis ซึ่งเขียนโค้ดไว้ใน CodeProject.com โดย Dzianis ได้ใช้ AJAX ร่วมกับเว็บเซอร์วิสในการอัพโหลดไฟล์
2).ของ Vinayak Kumar Shrestha เป็นคนเนปาล เขียนรายละเอียดไว้ที่บล็อกตัวเอง 2 บทความ โดยบทความแรก (Uploading files using asp.net ajax extensions) เป็นการบอกปัญหาและทางแก้ไข บทความที่ 2 (ajax extensions file upload workaround) เป็นตัวอย่างจริงในการแก้ปัญหาซึ่งมีโค้ด VB.NET ให้ดาน์วโหลดด้วย (zip 4kB) ซึ่งผมลองนำมาใช้ดู พบว่ายังมีการมี postback หน้าเว็บอยู่ ทำให้มีไม่ความรู้สึกเป็น AJAX
3).ของ Kazi Manzur Rashid (Amit) ซึ่งเขียนวิธีของเค้าไว้ในบทความ Create An Ajax Style File Upload ที่บล็อกเค้า มีให้ดาน์วโหลดโค้ดด้วย

3. ใช้ Custom ASP.NET AJAX Server Control ที่มีผู้สร้างไว้ เท่าที่ผมหาเจอ คือของ Subgurim ที่ codeplex.com ตอนที่ผมเขียนเค้าทำถึงเวอร์ชั่น 1.2 ไฟล์ดาวน์โหลดเป็น .dll (ถ้าสนใจวิธีการสร้างหรือต้องการนำมา customize ต่อ ก็มี source code ให้โหลดครับ) ขั้นตอนการนำมาใช้ก็ง่ายๆ เพียงนำไฟล์ FUA.dll ไปวางไว้ในโฟลเดอร์ bin ของ web app. ของเรา แล้วเพิ่ม
<%@ Register Assembly="FUA" Namespace="Subgurim.Controles" TagPrefix="cc1" %>
ที่ไฟล์ .aspx และเอา
<cc1:FileUploaderAJAX ID="FileUploaderAJAX1" runat="server" />
ไปวางไว้ในส่วนที่ต้องการให้แสดงคอนโทรล ส่วนในหน้า code-behide (.cs หรือ .vb) ให้ประกาศเนมสเปชที่ด้านบนก่อน เช่น using Subgurim.Controles; หรือ Imports Subgurim.Controles แล้วเขียนคำสั่งใน Page_Load และ Method ดังนี้

//สำหรับ C#
protected void Page_Load(object sender, EventArgs e)
{
if (FileUploaderAJAX1.IsPosting)
this.managePost();
}

private void managePost()
{
HttpPostedFileAJAX pf = FileUploaderAJAX1.PostedFile;

//กรณีต้องการต้องสอบชนิดและขนาดไฟล์
if (pf.ContentType.Equals("image/gif") && pf.ContentLength <= 5 * 1024)
FileUploaderAJAX1.SaveAs("~/temp", pf.FileName);
}


4. สร้าง Custom ASP.NET AJAX Server Control ขึ้นใช้เอง ซึ่งผมน่าจะเขียนแยกไว้เป็นอีกบทความนึง ผู้สนใจลองดูวีดีโอนี้ไปก่อนครับ How Do I:Build a Custom ASP.NET AJAX Server Control? ความยาวประมาณ 20 นาที

แหล่งข้อมูล :
UpdatePanel Control Overview
ASP.NET AJAX Videos
fileuploadajax.subgurim.net
Simple AJAX File Upload

วันเสาร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐

รูปแสดงระหว่างรอการทำงาน เหมาะกับ AJAX (AJAX Progress Image Indicators)

ใครที่ใช้ AJAX คงจะต้องการ progress images ไว้แสดงขั้นเวลาแน่นอน พอดีผมไปหาเจอแหล่งรูปดีๆ เลยนำมาบอกกันครับ ตัวอย่างข้างล่าง
Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

http://www.napyfab.com/ajax-indicators/
เว็บนี้เป็นรูปแสดงทั้งหน้าเลย มีให้เลือกแบบรูปที่มี background สีขาวและดำ (เว็บนี้ไม่มีแล้วนะครับ)

http://www.ajaxload.info/
เว็บนี้ เป็นเครื่องมือให้ generate รูปตามต้องการเลยครับ

http://mentalized.net/activity-indicators/
เว็บนี้รูปน้อย แต่มีแปลกๆ

แหล่งข้อมูล :
Tip/Trick: UpdateProgress Control and AJAX Activity Image Animations

วันศุกร์ที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

การสร้างเลขลำดับแถวในตารางข้อมูล (Create row number in Gridview)

เลขลำดับแถว (row number) คือ เลขที่เรียงจาก 1 ถึงจำนวนสุดท้ายของข้อมูล ส่วนใหญ่จะเอาไว้เป็น column แรกสุดของตาราง ในกรณีนี้คือ ตาราง Gridview ที่มีการ biding ข้อมูลมาจากฐานข้อมูลนะครับ ดังรูปข้างล่าง

วิธีการสร้างก็มีอยู่ 2 วิธี คือ
1. กำหนดไว้ในคำสั่ง SQL
2. กำหนด column เพิ่มไว้ใน Gridview แล้วสร้าง label หรือ control ที่ต้องการไว้ข้างใน

สำหรับผมแล้ววิธีที่ 2 ค่อนข้างยุ่งยากและเขียนโค้ดยาวกว่า เพราะต้องมาคอยกำหนดเลขใหม่ตอน Databound ทุกครั้ง และผมจึงได้ใช้วิธีที่ 1 ซึ่งสะดวกกว่ามากครับ โดยการกำหนดสั่งใน SQL ก็แค่ไปแทรกไว้ในส่วนหลังคำสั่ง Select เท่านั้นเอง เช่น

จาก
SELECT CustomerID, CustomerName, CustomerAddress FROM tblCustomer

เป็น
SELECT Row_Number() OVER(ORDER BY CustomerID) AS RowNo, CustomerID, CustomerName, CustomerAddress FROM tblCustomer

และในการนำเลขลำดับแถวที่ได้จากการ query ก็เพียงกำหนด properties ชื่อ DataField ใน column ที่ต้องการเป็น RowNo เท่านั้น (ชื่อสามารถเปลี่ยนได้ตามต้องการ)

แหล่งข้อมูล :
displaying gridview row index number
Row number to gridview - dotnetspider
How to display row numbers in GridView - MSDN - Create column
Display Row number count increment in grid view using template column